พร้อมรับมือ… เด็ก GEN(วอด)Y 365 views

ช่องว่างระหว่างวัย มันทำให้เราเข้าใจกันยากขึ้น… จริงหรอ ?

waidulare-02

. . . .

. . .

. .

.

เราเองก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “ช่องว่างระหว่างวัยมันทำให้เราเข้าใจกันยากขึ้นจริง” เพราะเราเองก็เกิดและเติบโตมาในยุคสมัยที่แตกต่างกัน จึงมีวิธีคิดที่ไม่เหมือนกัน การตัดสินใจและการใช้เหตุผลก็เลยแตกต่างกันไปด้วย

Generation Y เป็นเพียง Gen ตัวอย่าง ที่จริง Y มันก็มาจากคำว่า “Why” นั่นแหละ เพราะเด็ก Gen นี้มีความต้องการเหตุผลร้อยแปดพันเก้าแทบทุกเรื่อง ดังนั้นคำถามที่ว่า “ทำไม?” จึงคล้ายกับลักษณะเด่นของเด็ก Gen นี้ และที่สำคัญคนกลุ่มนี้ยังมีลักษณะเด่นอีกหลายอย่างก็คือ ความกล้าในการแสดงออกที่สูง มีเอกลักษณ์ที่เฉพาะตัว ไม่แคร์คำวิจารณ์ใดๆ มั่นใจในตัวเอง ชอบความสะดวกรวดเร็ว และใช้เทคโนโลยีต่างๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นอาวุธประจำตัว

%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-content-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad-g

เมื่อเราพูดถึงวงจรของการทำงาน ปัจจุบันเด็ก Gen Y ก็คือคนที่มีความเป็นเด็กที่สุดในวงจรนี้ แต่พวกเขาก็จะเติบโตและก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำองค์กรยุคใหม่ต่อไปในอนาคต นั่นคือเหตุผลว่าทำไมหลายองค์กรถึงเริ่มให้ความสำคัญกับคนทำงานรุ่นใหม่แบบนี้มากขึ้น คงเป็นเพราะเด็ก Gen นี้มีพลังในการขับเคลื่อนองค์กรและคุณลักษณะเด่นบางอย่างที่เหมาะมากในการนำมาปลุกปั้นให้ไปในทิศทางที่เราต้องการได้ แต่สิ่งที่หลายๆ องค์กรต้องเรียนรู้ด้วยก็คือ

“ธรรมชาติของเด็ก Gen Y ในโลกของการทำงาน”

%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-content-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad-g

“เด็ก Gen Y มักจะให้ความสำคัญกับงานที่ตัวเองชอบมากกว่าสิ่งอื่นใด”

ความชอบ คือสิ่งที่ตอบโจทย์มากที่สุดของเด็ก Gen นี้ ถ้าไม่รักไม่ชอบงานนั้นจริง ก็จะทำมันออกมาไม่ดีหรือยากมากที่จะสอนหรือบังคับให้ทำ นอกจากนี้ยังชอบอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ไม่เคร่งครัดจนเกินไปและสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ชอบที่จะให้หัวหน้ารับฟังความคิดเห็นของเขาด้วย

“เด็ก Gen Y มักจะมีค่านิยมที่ต้องการความสำเร็จอย่างรวดเร็ว”

ค่านิยมนี้มักจะถูกเอาไปเปรียบเทียบกับเพื่อนเสมอ เพราะมันก็คือความท้าทายในชีวิตของเด็ก Gen นี้ และถ้าหากเขายิ่งประสบความสำเร็จได้เร็ว เขาก็จะยิ่งภูมิใจและมั่นใจว่าสามารถทำอย่างอื่นต่อไปได้

“เด็ก Gen Y จะมีบุคลิกเป็นของตัวเองสูง กล้าตัดสินใจ และกล้าแสดงออก”

ถึงแม้ว่าเด็ก Gen นี้จะต้องการให้หัวหน้าเป็นผู้สอนก็ตาม แต่เขาก็อยากจะเป็นผู้ที่ตัดสินใจเองด้วย เด็ก Gen นี้จะกล้าแสดงออกมาก ทั้งการแสดงออกภายนอกและแสดงออกทางความคิด ทำให้เป็นคนที่กล้าตัดสินใจในหลายๆ เรื่องด้วยตัวเอง

“เด็ก Gen Y ต้องการใช้ชีวิตในรูปแบบที่สมดุล”

นั่นคือการมีอิสระ ทั้งความคิดและการใช้ชีวิต มันคือความสมดุลสำหรับเด็ก Gen นี้ เพราะเขาจะคิดเสมอว่าไม่ใช่อะไรๆ ก็งาน เขาก็ต้องการอย่างอื่นบ้างที่ไม่ใช่งาน ดังนั้นกิจกรรมนันทนาการต่างๆ ที่ไม่ใช่งานหลักก็สำคัญสำหรับเขาเช่นกัน

แล้วเราจะรับมือกับเด็ก Gen Y อย่างสร้างสรรค์ ได้ยังไงล่ะ…

%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-content-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad-g

กุญแจดอกแรก ก็คือ สมองซีกขวา

เด็ก Gen นี้มักจะใช้สมองซีกนี้ในการทำงานค่อนข้างมาก ซึ่งมันคือส่วนของความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ ถ้าเราดึงจุดเด่นตรงนี้ออกมาใช้อย่างถูกวิธีได้ โดยใช้หลักจิตวิทยาในการมอบหมายงานมากกว่า “การสั่งงาน” ก็จะทำให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลไม่มีที่สิ้นสุด

กุญแจดอกที่สอง ก็คือ ความมั่นคงขององค์กรและวิสัยทัศสมัยใหม่

องค์กรต้องทำให้เด็กเห็นว่า ถ้าเขาเจองานที่ชอบและเป็นองค์กรที่ใช่ เขาจะมีความมั่นคงและมั่นใจได้แน่นอน รวมไปถึงเขาจะช่วยพัฒนาองค์กรให้ก้าวหน้าไปได้ไกลด้วย นอกจากนี้เมื่อเด็กทำงานให้เราแล้วการสร้างแรงจูงใจโดยให้ผลตอบแทนที่ดีและยุติธรรมต่อพวกเขาก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วย

กุญแจดอกที่สาม ก็คือ ความสัมพันธ์แบบพี่น้อง

ถึงแม้ว่าเราจะเป็นหัวหน้า พี่เลี้ยง หรือรุ่นพี่ก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องทำตัวให้ดูสูงกว่าหรือแตะต้องไม่ได้ ดังนั้นการใช้ความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการจะส่งผลที่ดีกว่ามาก จะทำให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น และเมื่อเกิดปัญหาไม่ว่าจะเรื่องอะไรหรือแม้แต่ปัญหาจากงานของเด็กเอง เด็กก็จะกล้าคุยกับเราโดยที่ไม่แก้ปัญหาด้วยตัวเอง สิ่งนี้จะเป็นการช่วยกันหาทางแก้ปัญหาร่วมกันอย่างใกล้ชิดซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่อย่าลืมว่าคนที่เป็นผู้นำก็ต้องมีความเข้มแข็งมากพอที่จะแนะนำได้ด้วย

กุญแจดอกที่สี่ ก็คือ การยอมรับ

การยอมรับทั้งในความคิดเห็นและการแสดงออกภายนอก รวมถึงเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างจริงจัง จะทำให้องค์กรเข้าใจมุมมองที่แตกต่างมากขึ้น การเข้มงวดมากเกินไปอาจจะไม่ใช่ผลดีต่อใครเลย การให้อิสระทางความคิดแต่กำหนดกรอบที่เหมาะสมให้นั่นคือสิ่งที่เป็นผลดีต่อตัวเด็กและองค์กรได้ดีที่สุด

และกุญแจดอกสุดท้าย ก็คือ การเรียนรู้และพัฒนาองค์กรอยู่เสมอ

ถ้าเราไม่มีการพัฒนาในด้านต่างๆ และเรียนรู้โลกที่มันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เราจะกลายเป็นองค์กรที่ล้าหลังทันที เด็กก็จะไม่สนใจ และการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม ก็เป็นสิ่งที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรได้เป็นอย่างดี

 

สุดท้ายนี้พวกเราชาว เด็กฝึกงานดอทคอม ก็เป็นเพียงแค่ประตูที่คอยเปิดไว้

เพื่อเชื่อมโยงมิตรภาพระหว่างองค์กรและเด็กๆ เข้าด้วยกัน

เพื่อเป็นการผลักดันให้พวกเขาได้มีโอกาสในการฝึกงานและทำงานตามที่เขาชอบ

ในขณะเดียวกันก็เชื่อว่าหลายๆ องค์กรก็พร้อมที่จะรับฟัง สนับสนุน และให้คำปรึกษาอย่างเหมาะสมและเต็มที่

ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดผลดีและสร้างความสุขต่อทุกคนได้

%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99-content-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad-g